กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูแบบคอมพิวเตอร์

Thawang.com

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
ดู: 3156|ตอบกลับ: 0

คุณสมโพธิ ปัญจคุณาธร (กรรมการบริหาร หจก.สหไทยสรรพสินค้า)

[คัดลอกลิงก์]

3809

กระทู้

0

ติดตาม

2902

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

โพสต์เมื่อ 2012-8-9 13:51:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
               ท่าวังดอทคอม ได้นั่งสัมภาษณ์ คุณสมโพธิ ปัญจคุณาธร วัย 40 ปี กรรมการบริหาร หจก.สหไทยสรรพสินค้า ในฐานะรุ่นหลาน ที่เข้ามา   รับตำแหน่งผู้บริหาร เพื่อทำหน้าที่นำพาองค์กรเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันระดับอินเตอร์มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ต้องยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในระดับท้องถิ่น
         การแข่งขันด้านห้างสรรพสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความต้องการของลูกค้าที่เรียกร้องบริการในรูปแบบมาตราฐานสากล ในขณะที่คู่แข่งมีการพัฒนาศักยภาพ รวมถึงทุนข้ามชาติของโมเดิร์นเทรด อย่างเช่น บิ๊กซี โลตัส คาร์ฟูร์ บทบาทของสหไทย ก็ยังคงมีฐานลูกค้าที่ชัดเจนเหนียวแน่นและกำลังรุกกลับ ด้วยการขยายธุรกิจห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ ด้วยเงินทุน 500 ล้านบาท
  
จากชีวิตนายแพทย์ มาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว
                คุณสมโพธิเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ ก็วิ่งเล่นและโตมาที่สหไทย เป็นคนขยัน ชอบวิชาคำนวณ ถูกส่งตัวไปเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะเรียนจบแพทย์ จุฬา ฯ แต่ในขณะที่เรียน ก็เริ่มรู้ว่า คงไม่ได้เป็นหมอตลอดไป เพราะในใจยังรู้สึกชอบงานด้านการบริหารธุรกิจมากกว่า เมื่อมีโอกาส จึงหาที่เรียนต่อด้านการเงิน และปี 2542 ก็มาบริหารสหไทย
                 "ผมเกิดปี 2512 ที่โรงพยาบาลคริสเตียน ไปเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก เลือกเอ็นทรานซ์ตามค่านิยม แพทย์จุฬากับวิศวะ แต่ไปติดแพทย์จุฬา ฯ เรียนถึงปี 5 เริ่มรู้สึกว่าไม่ชอบ แต่ก็เรียนจนจบ ไม่อยากเริ่มใหม่ เพราะอีกปีเดียวก็จบ ตอนเรียนหมอต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 มาเจาะเลือดคนไข้ ตรวจคนท้อง ทำคลอด ตรวจภายในบ้าง จบแล้วก็เลือกมาใช้ทุนที่นครศรี มาที่แรก ก็รพ.ยุพราช อำเภอฉวาง แล้วก็ยายมารพ.ท่าศาลา เพื่อให้ได้กลับบ้านทุกวัน พอใช้ทุนหมด ก็ลาออก
ปี 2539"
                 หลังจากนั้นก็อยากไปเรียนต่อด้านธุรกิจบ้าง เพราะอยากมีพื้นฐานด้านธุรกิจ เพราะเราอยู่สายแพทย์มาตลอด ไปเจอหลักสูตรที่จุฬา วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการเงิน หลักสูตรนี้เหมือนนักการเงิน ที่เรียนเกี่ยวกับเงิน หรือสินทรัพย์ เช่น ตลาดเงิน ตลาดทุน การวิเคราะห์การลงทุน ลงทุนแล้วคุ้มไม่คุ้ม เป็นที่ปรึกษาการเงิน
การทำงานช่วงแรก      
ส่วนใหญ่เข้ามาแก้ปัญหาก่อน แล้วค่อยๆพัฒนาเป็นส่วนๆ เมื่อคุณสมโพธิได้เข้ามาบริหารสหไทย ก็ปรับเปลี่ยนระบบบัญชีและการเงินให้เป็นมาตราฐาน ดูแต่ละแผนกสินค้าแล้วหาวิธีเพิ่มยอดขาย ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้และปรึกษาการทำงานจากคุณพ่อ
(คุณจรินทร์ ปัญจคุณาธร) ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านสินค้า
        "เข้ามาในช่วงแรกจะเน้นที่ปัญหามากกว่า พัฒนาให้มันดีขึ้น เช่นนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะนำมาใช้ในเรื่องของ ด้านบัญชี ด้านสินค้า ด้านสต็อก"
เป้าหมายและโครงการในอนาคตของสหไทย      
เป้าหมายในอนาคตของคุณสมโพธิ อยากจะขยายสาขาของห้างสหไทยให้มากขึ้น และทำให้สหไทยมีหลากหลายขนาด ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อตามห้องแถวไปจนถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้ได้ลงทุน
กว่า 500 ล้านบาท สร้างห้างสหไทยขนาดใหญ่
ที่อำเภอทุ่งสง
      "สหไทยปัจจุบัน ถ้าเป็นวงจรธุรกิจ มันควรจะขยายนานแล้วพอมีความพร้อมก็คิดว่าต้องขยาย ผมรู้ว่ามันเหนื่อย ระบบบริหารจัดการเราสู้ห้างใหญ่ไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้จากเค้า และเรียนรู้การทำงานของเรา"
วิเคราะห์ตัวเองและคู่แข่ง เพื่อกำหนดกลยุทธ์         
ผลคือยอดเราโตมาตลอด ทำนิวไฮไปเรื่อยๆ คุณสมโพธิยอมรับว่ามันมีปัญหาที่แก้ไม่ตกเรื่องที่จอดรถไม่พอและการจราจรที่ ติดขัด แต่เราเน้นจุดแข็ง
ของสหไทยเช่นเรื่องสินค้าที่มีหลากหลาย ราคาถูก มีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก ทำให้เดินหาสินค้าได้สะดวกรวดเร็วปัจจุบันก็ได้ปรับปรุงพื้นที่ให้ทันสมัย น่าเดินมากขึ้น ถ้าเทียบกับห้างต่างจังหวัดแล้ว คุณสมโพธิยืนยันว่าดีกว่าห้างทุกที่ สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของสหไทย
กลุ่มหลักยังคงเป็นระดับล่างมากที่สุดทั้งที่อยากจะปรับให้เป็นกลุ่มระดับ กลางและสูงมากขึ้น แต่ก็ยังติดที่ขนาดพื้นที่เล็ก จึงไม่สามารถทำอะไรได้มาก
"คนซื้อของไม่เยอะหรือคนที่รีบซื้อของ จะคิดถึงเรา เพราะสะดวก พื้นที่เดินง่ายเราจะทำให้เสร็จภายใน 5-10 นาที คิวจะไม่ยาว เมื่อคิวยาวจะมีคนช่วยกันรุม"

ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ       
แนะนำนักธุรกิจรุ่นใหม่ การทำงานสำคัญที่ต้องรู้จักเรียนรู้ตลอดเวลา ชอบและมีใจรักในงานที่ทำอยู่และปรับเปลี่ยนวิธีคิด คุณสมโพธิชอบอ่านหนังสือด้านความคิดและเชื่อว่า จะดีไม่ดีมันอยู่ที่ความคิดเราเอง หากคิดดีย่อมได้ดี
         "ผมเรียนรู้ไปเรื่อยๆ จากคนรอบข้าง จากลูกค้า พ่อ ตัวเอง จากคู่แข่งให้มากขึ้น ที่สำคัญต้องมีใจรัก
ในงานที่ทำมุ่งมั่น ตั้งใจให้มันดี มันก็จะประสบผลสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเน้นที่ความคิด เพราะว่าจะดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่ความคิดและความคิดก็สามารถปรับถึงแม้จะอายุ เท่าไหร่ก็ตาม คิดจะทำก็อยากทำให้ดีที่สุด ทำเพื่อลูกค้า พนักงาน ถ้าห้างไม่อยู่ พนักงาน 250 คนก็ตกงาน และอยากให้คุณพ่อได้พักผ่อน"

ทั้งหมดนี้คือบทบาทที่ท้าทาย สำหรับคุณสมโพธิ ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ ต่อจากนี้ไปพวกเราคงได้เห็นสหไทย ในรูปแบบใหม่ๆ หลากหลายสาขาและเป็นห้างสหไทย ที่อยู่คู่คนนครศร๊ธรรมราช ตลอดไปครับ

  ประวัติการศึกษา  
ป.5 - ม.3กรุงเทพคริสเตียน
ม.ปลายโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ปริญญาตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทย์ศาสตร์ รุ่น 43
ปริญญาโทจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี
ภาควิชาการเงินและการธนาคาร สาขาวิชาการเงิน
   

ธุรกิจในเครือสหไทย
       1. ห้างสหไทย
       2. สหไทยเปเปอร์พลัส
       3. สหไทยสปอร์ตพลัส


       ห้างสหไทยสรรพสินค้า เป็นห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นที่ถือกำเนิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2506 เป็นห้างสรรพสินค้าของคนไทย ยึดหลักการบริหาร ที่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าจำหน่ายสินค้าในราคายุติธรรม สรรหาสินค้าที่มีคุณภาพและหลากหลายเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของลูกค้า ด้วยการบริการที่เป็นกันเอง ปัจจุบันห้างสหไทยมีทั้งสิ้น 3 แห่ง ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี
และมีโครงการจะขยาย สาขาอีกหลายแห่งในอนาคต


ประวัติผู้ก่อตั้ง ห้างสหไทยสรรพสินค้า
       ห้างสหไทย ก่อตั้งขึ้นโดย นายกำจิว แซ่โง้ว ผู้เป็นบิดา และนายจรินทร์ ปัญจคุณาธรลูกคนโต จากลูกทั้งหมด 10 คนเป็นชาย 6 คนและหญิง 4 คน บิดานายกำจิว แซ่โง้วและมารดา นางชิวคิ้ม แซ่เตียเป็นชาวจีน จังหวัดสัวเถา
ได้ย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากิน ที่กรุงเทพ ประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2480 ในช่วงเริ่มต้นนายกำจิวทำอาชีพรับจ้างทั่วไป และนางชิวคิ้ม
รับเย็บปักเสื้อผ้าอยู่กับบ้านพร้อมทั้งดูแลลูกๆ ด้วย ความที่นายกำจิวเป็นคนที่อัธยาศัยดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือญาติและเพื่อนฝูง จึงทำให้เป็นที่รักของหลายๆ คน จนเมื่อญาติอาวุโสคนหนึ่งที่เปิดร้านขายของชำ อยู่ที่ เขตบางรัก กรุงเทพ ต้องการเลิกกิจการเพื่อย้ายกลับไปประเทศจีน จึงเสนอให้นายกำจิว ซื้อกิจการ โดยยินดีให้ผ่อนชำระ ซึ่งร้านนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจค้าปลีกของตระกูลปัญจคุณาธร

       ร้านนี้ ชื่อ "ง่วงไถ่พาณิชย์" เป็นร้านขายของชำ ขายสินค้าทั่วไป กิจการเป็นไปอย่างราบเรียบ ไม่ได้ทำรายได้ให้มากมายนัก เพราะบนถนนสายนี้ มีร้านค้าประเภทเดียวกันอยู่หลายร้าน และมีการแข่งขันด้านราคากันมากประกอบกับนายกำจิวมีลูกถึง 10 คน รายได้จึงไม่พอกับค่าใช้จ่ายสมาชิกในครอบครัวจึงค่อนข้างจะลำบาก บางครั้งนายกำจิว จึงจำเป็นต้องหยิบยืมเงิน หรือกู้เงินจากญาติและคนรู้จักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่เมื่อมีเงินก็จะรีบนำไปใช้คืนทุกครั้ง จึงทำให้ไม่เสียเครดิต ประกอบกับนิสัยที่เป็นคนมีน้ำใจ จึงไม่ค่อยโดนปฏิเสธเมื่อยามเดือดร้อน ด้วยความที่ครอบครัวค่อนข้างลำบาก ด.ช.จรินทร์ ในฐานะลูกคนโต จึงต้องออกจากโรงเรียนเมื่อเรียนจบ ชั้นป.4 เพื่อมาช่วยค้าขาย ทั้งๆ ที่เป็นเด็กที่เรียนดี ด.ช.จรินทร์ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านได้มากทำ ให้นายกำจิวและนางซิวคิ้มมีโอกาสที่จะออกไปเลือกซื้อสินค้าใหม่ๆ เข้ามาจำหน่ายในร้านเพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้น ทำให้ฐานะทางครอบครัวดีขึ้นเป็นลำดับ และน้องๆ ก็ได้เรียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง จนเมื่อกิจการเริ่มอยู่ตัว ด.ช. จรินทร์ ซึ่งเป็นเด็กที่ใฝ่รู้ได้ขออนุญาตบิดา-มารดา เรียนพิเศษภาษาอังกฤษช่วงเวลาเย็นเพื่อเพิ่มพูนความรู้และเป็นประโยชน์ในการ ทำการค้า ถึง แม้นายจรินทร์จะไม่ได้เรียนจบสูง
     แต่ด้วยสายเลือดและประสบการณ์ของการเป็นพ่อค้า บริการลูกค้าเรียนรู้การสนทนา และเจราจาต่อรอง ทำให้นายจรินทร์ มีความรู้ทางค้าปลีกเป็นอย่างดีและนายจรินทร์ ซึ่งเป็นเสมื่อนพ่อคนที่สองของน้องๆ อีก 9 คน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้เหล่านี้ให้แก่น้องๆ จึงทำให้ต่อมาน้องๆ ทุกคนประสบความสำเร็จอย่างดีในการประกอบธุรกิจ จนเมื่อ นายจรินทร์  เติบโตเป็นหนุ่ม อายุครบ 21 ปี จึงถูกเกณฑ์เป็นทหารอากาศ อยู่ 3 ปี จนเมื่อปลดประจำการมาก็ได้กลับมาช่วยบริหารกิจการที่ร้านต่อ แต่ด้วยความที่นายจรินทร์ต้องการที่จะสร้างฐานะและความมั่นคงให้กับครอบครัว ให้มากที่สุด
       นายจรินทร์จึงมองหาลู่ทางเพื่อขยายกิจการ จนเมื่อสบโอกาส นายจรินทร์และนายกำจิวผู้เป็นบิดา จึงได้มาเปิดกิจการห้างสหไทยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อนายจรินทร์ อายุ 26 ปี ต่อมาเมื่อฐานะครอบครัวเริ่มมั่นคงขึ้น นายจรินทร์จึงได้สมรสกับ นางอมรรัตน์ เมื่อปี 2512 จนถึงปัจจุบันที่สองมีลูกชายด้วยกันทั้งหมด 4 คน และทั้ง 4 คนก็ได้เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว        
      
       ตลอดช่วงเวลาชีวิตการทำงาน ไม่เพียงแต่ นายจรินทร์ จะได้รับรางวัล ตำแหน่งมากมายทั้งทางด้านธุรกิจและสังคม อาทิ รางวัล
นักธุรกิจดีเด่น ประธานชมรมค้าทองคำ รองประธานสมาคมพาณิชย์จีน  รองประธานมูลนิธิไต้เต๊กตึ้ง อาสาสมัครคุมประพฤติ เป็นต้น
นายจรินทร์ยังได้รับเหรียญรางวัลจากการเป็นนักวิ่งผู้รักสุขภาพ อีกมากมาย ดังนั้นนายจรินทร์จึงเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม และเป็นตัวอย่างที่ดีต่อผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต


ความเป็นมาของ ห้างสหไทยสรรพสินค้า

ยุคเริ่มต้นกิจการ
       ปี พ.ศ. 2506 นายกำจิว มีโอกาสได้มาแวะเยี่ยมเยียนญาติคนหนึ่ง ที่ทำการค้าอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เและได้รับคำชวนให้เช่าตึกแถว 2 คูหา บนถนนราชดำเนิน ถนนสายการค้าหลักของจังหวัด นายกำจิว จึงได้ปรึกษากับ นายจรินทร์ ลูกชาย ซึ่งมีความต้องการที่จะขยายกิจการอยู่ก่อนแล้ว ก็เห็นดีด้วย จึงกู้ยืมเงินเพื่อเซ็งตึกแถวและเปิดกิจการค้าปลีก นาย กำจิว ทำหน้าที่จัดหาช่างจาก
กรุงเทพเข้าตกแต่งร้าน และควบคุมการแต่งร้านด้วยตนเอง ด้วยรูปแบบที่ทันสมัยและการควบคุมอย่างดี ทำให้ร้านตกแต่งออกมาอย่างสวยงามเป็นที่น่าพอใจ ส่วนนายจรินทร์ที่อยู่กรุงเทพได้ตะเวนสรรหาสินค้าเพื่อจะนำเข้ามาจำหน่ายใน ร้าน เมื่อทุกอย่างพร้อม ห้างสหไทยจึงได้ ฤกษ์เปิดกิจการเมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2506

         ใน ช่วงเริ่มต้น กิจการห้างสหไทย ซึ่งจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องสำอาง เป็นไปด้วยดี โดยการบริหารงานของ
นายจรินทร์  และมี นางเฉลิมศรี น้องสาว มาช่วยงาน เพราะหลักการค้าที่ ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ขายสินค้าในราคายุติธรรม มีสินค้าความหลาก
หลาย ตรงกับความต้องการและเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งรูปแบบกลยุทธ์ทางการค้าที่ทันสมัย ที่นายจรินทร์ได้นำมาใช้ อาทิ การ
ติดป้ายโฆษณาลดราคา การแต่งตู้โชว์หน้าร้านการสอนการแต่งหน้าให้กับลูกค้า เป็นต้น แต่อุปสรรค์ในการค้าอย่างหนึ่งที่ นายจรินทร์
เผชิญในยุคบุกเบิก คือ ร้านค้าอื่นที่เปิดมาก่อนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ายี่ห้อดังในจังหวัดอยู่ แล้ว ทำให้ห้างสหไทยไม่มีสินค้ายี่ห้อดัง
เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้า นายจรินทร์ จึงได้เดินทางไปกรุงเทพ เพื่อติดต่อกับ ช่างตัดเสื้อ และ ช่างตัดรองเท้า ฝีมือดี และพากันไปเลือกซื้อ วัตถุดิบ เลือกดูรูปแบบ เสื้อผ้า รองเท้า จากร้านค้าใหญ่ๆ ให้ช่างตัดเย็บตามแบบนั้นๆ และติดป้ายยี่ห้อ เมื่อนำมาจำหน่ายก็ขายดิบขายดี เพราะ รูปแบบ คุณภาพ และราคา เป็นที่พอใจของลูกค้า ต่อมาภายหลังเมื่อสินค้ายี่ห้อใหม่ๆ เพิ่มบุกเบิกเข้ามาจำหน่ายในจังหวัด ห้างสหไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับของลูกค้าด้วยดีแล้วจึงได้เป็นตัวแทนจำหน่าย สินค้ายี่ห้อดังๆ หลายๆ ยี่ห้อ ในเวลาต่อมา
       ด้วยความที่นายจรินทร์เป็นคนที่ขยันขันแข็ง รู้จักประหยัด อดออม นอกจากจะใช้หนี้ที่กู้ยืมมาเปิดกิจการหมดแล้ว ยังได้เริ่มเก็บเงินเพื่อมุ่งหวังที่จะขยายกิจการต่อๆ ไป จนเมื่อปี พ.ศ. 2518 สัญญาเซ็งใกล้จะหมดลง และเจ้าของอาคารพาณิชย์10 คูหา ที่ตั้งอยู่บนถนนจำเริญวิถี ไม่ห่างจากทำเลเดิมนี้นัก ประกาศให้เช่า นายจรินทร์  จึงตัดสินใจเช่า และเปิดเป็นสรรพสินค้าเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งมีแผนก
ซุปเปอร์มาร์เก็ตโดยมีรูปแบบที่ลูกค้านำสินค้ามาชำระเงินเอง ซึ่งถือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในภาคใต้ กิจการ เป็นไปด้วยดี แต่การแข่งขันทางการค้าก็มีมากขึ้นเช่นกัน ระหว่างนั้น น้องๆ หลายคนของนายจรินทร์ เริ่มทยอยเข้ามาช่วยกิจการหลังเรียนจบ เช่น นายประภัทร์ นายเฉลิมชัย นายชาญชัย นายอุทัย และนายรุ่งโรจน์ ซึ่งต่อมาก็ได้ขยับขยายไปเปิด ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ เพชรบุรี ตามลำดับ
จนกระทั้งปี พ.ศ. 2530 นาย จรินทร์เล็งเห็นว่า ธุรกิจค้าปลีกจะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การให้บริการและความสะดวกสบายในการ
จับจ่ายใช้สอยเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ นายจรินทร์จึงได้ซื้อที่ดิน ที่เดิมทีเป็นโรงภาพยนตร์ และสร้างอาคารขนาด 7 ชั้น มีชั้นใต้ดิน เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยแบ่งเป็น แผนกดีพาร์ท แผนกซุปเปอร์มาร์เก็ต และมี ฟู๊ดเซ็นเตอร์ และสวนสนุก ซึ่งถือว่าเป็นอาคารสรรพสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ซึ่งก็ทำให้กิจการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลาย ปีต่อมา เริ่มมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จากกรุงเทพ และธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติ เข้ามาเปิดสาขาในจังหวัด ทำให้ห้างสหไทยต้องปรับบตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดในธุรกิจให้ได้ โดยนายจรินทร์วางหลักและนโยบายใหม่ อาทิ อย่างแรกคือ ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีรายได้น้อยมากขึ้น มีการสรรหาสินค้าที่ราคาประหยัด แต่คุณภาพดีเข้ามาจำหน่ายมากขึ้น อย่างที่สองคือบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายของกิจการ เพื่อสามารถขายสินค้าได้
ในราคาที่ถูกลง อย่างที่สามคือ เพิ่มจำนวนและความหลากหลายของกิจกรรมส่งเสริมการขายให้ตรงกับความต้องการ ลูกค้าและอีกหลายๆ นโยบาย ซึ่งผลลัพธ์ทำให้กิจการยังคงดำเนินไปได้อย่างดี

      
           จนกระทั้ง ปี พ.ศ. 2540 เกิด วิกฤตเศรษฐกิจขึ้นกับประเทศไทย กิจการมากมายปิดตัวลง บางกิจการต้องปลดพนักงานเป็นจำนวนมากเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่ได้ มีคนว่างงานมากเป็นประวัติการณ์ ผู้คนขาดรายได้และจับจ่ายน้อยลงอย่างมาก ในขณะที่ห้างสหไทยก็เผชิญวิกฤตยอดขายลดลง แต่ด้วยการบริหารงานที่ไม่ฟุ้มเฟื้อและเกินตัว จึงทำให้ไม่มีการปลดพนักงานออกแม้แต่คนเดียว และประคับประคองจนผ่านวิกฤตมาได้

             ปัจจุบัน ห้างสหไทย ป็นที่ยอมรับทั้งจากของลูกค้า และวงการธุรกิจ โดยในแง่ของลูกค้า ห้างสหไทย เป็นที่ยอมรับว่าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด หลากหลาย และมีคุณภาพ ส่วนในแง่ของวงการธุรกิจ ห้างสหไทยเป็นที่ยอมรับนับถือ ที่สามารถแข่งขันและยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลาง ห้างขนาดใหญ่และห้างค้าปลีกข้ามชาติ









ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

 
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก|

การโฆษณา|รูปแบบข้อความล้วน|thawang.com

GMT+7, 2017-6-23 22:42 , Processed in 0.035165 second(s), 22 queries .

ขึ้นไปด้านบน